บริษัทยังคงยึดมั่นในการดำเนินธุรกิจที่มีส่วนร่วมในการดูแลสิ่งแวดล้อม แม้ว่าบริษัทประกอบธุรกิจการให้บริการด้านการเงินก็ต้องใส่ใจกับปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ที่นับวันจะทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นและหาแนวทางในการป้องกันแก้ปัญหาเพื่อลดผลกระทบเชิงลบที่จะเกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติ ซึ่งประเด็นสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ การใช้พลังงาน การใช้น้ำ การสร้างขยะ ของเสียและมลพิษ รวมทั้งการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทั้งนี้ บริษัทได้จัดทำนโยบายและแนวปฏิบัติเกี่ยวกับความปลอดภัย ชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้กรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานตระหนักถึงหน้าที่และความรับผิดชอบ รวมถึงความร่วมมือกันในการบริหารจัดการเรื่องดังกล่าว ซึ่งสามารถดูรายละเอียดของนโยบายดังกล่าวบนเว็บไซต์ https://investor.ifscapthai.com หัวข้อ “การพัฒนาอย่างยั่งยืน”

ไฟล์ดาวน์โหลด

นโยบายความปลอดภัย สุขอนามัย และสิ่งแวดล้อม
ดาวน์โหลด

บริษัทมีการดำเนินการต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม ดังนี้

กำหนดแนวทางการพิจารณาสินเชื่อสำหรับอุตสาหกรรมเฉพาะที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม เพื่อให้บริษัทดำเนินธุรกิจได้อย่างมั่นคง ถูกต้องตามกฎหมาย และสร้างผลตอบแทนอย่างยั่งยืนให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย
เพิ่มรูปแบบบริการ e-Factoring ที่มีความสะดวกรวดเร็วในการส่งเอกสารเพื่อขอสินเชื่อสำหรับลูกค้า
ส่งเสริมการประชุมออนไลน์ที่นำมาใช้เต็มรูปแบบทั้งภายในและภายนอกองค์กร ได้แก่ การประชุมคณะกรรมการ การประชุมผู้บริหาร การประชุมผู้ถือหุ้น และการประชุมเพื่อสื่อสารกับพนักงาน
พัฒนาและนำโปรแกรม Salesforce มาใช้เป็นโปรแกรมหลักในการดำเนินธุรกิจของบริษัท ช่วยส่งเสริมการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีในการดำเนินงาน เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและรวมศูนย์ข้อมูล อีกทั้งยังช่วยลดการใช้กระดาษจากงานพิมพ์ ซึ่งเป็นการสนับสนุนความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพ
การรณรงค์ให้ประหยัดพลังงานไฟฟ้าทางอ้อม เช่น การใช้หลอด LED การติดตั้งเครื่องปรับอากาศรุ่นใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูงและประหยัดพลังงานมากขึ้นเมื่อเทียบกับรุ่นเก่า การใช้ระบบประชุมทางไกล (VDO Conference) และรณรงค์การใช้น้ำอย่างประหยัด รวมถึงอุปกรณ์สำนักงานอย่างคุ้มค่า
สนับสนุนให้มีการเลือกใช้และสั่งซื้อผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เลือกใช้วัสดุและอุปกรณ์สำนักงานที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่หรือย่อยสลายได้
ร่วมมือกับนิติบุคคลอาคารชุดในการจัดการของเสียแยกตามประเภทของเสียตามที่กฎหมายกำหนด แยกขยะก่อนทิ้ง เพื่อให้สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ (Recycle)
ลงทุนในการร่วมค้า (Joint Venture) ซึ่งเป็นธุรกิจให้เช่ารถยนต์ไฟฟ้าที่ช่วยลดมลภาวะและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
จัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กร (Carbon Footprint for Organization: CFO) เป็นประจำทุกปี และกำหนดแผนงานเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gas: GHG) โดยจะพิจารณาจากกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการใช้พลังงาน ทรัพยากร รวมทั้งการจัดการสิ่งแวดล้อมภายในองค์กร ซึ่งเป็นสาเหตุของปัญหาก๊าซเรือนกระจกที่จะส่งผลให้เกิดภาวะโลกร้อน และการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโดยรวม

ผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม

บริษัทมุ่งมั่นในการส่งเสริมและพัฒนาการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกองค์กร โดยได้ดำเนินโครงการและกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อสร้างการรับรู้และปลูกจิตสำนึกให้พนักงานทุกระดับตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งส่งเสริมการมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่จัดขึ้น เพื่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด

นอกจากนี้ ในการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม บริษัทได้กำหนดเป้าหมายการลดการใช้ทรัพยากรและพลังงานทุกรูปแบบขององค์กร รวมถึงการใช้น้ำ การใช้กระดาษ และการจัดการของเสีย (ขยะ) โดยกำหนดปีฐาน (Base Year) เป็นจุดอ้างอิงในการเปรียบเทียบกับผลการดำเนินงานในปีปัจจุบัน เพื่อให้สามารถติดตามและประเมินความก้าวหน้าในการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนได้อย่างต่อเนื่อง โดยในด้านการจัดการด้านพลังงาน การใช้น้ำ การใช้กระดาษ และการจัดการของเสีย (ขยะ) บริษัทได้เริ่มจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กร (CFO) และกำหนดเป้าหมายการลดการใช้ทรัพยากรตั้งแต่ปี 2566 ดังนั้น บริษัทจึงกำหนดให้ผลการดำเนินงานในปี 2566 เป็นปีฐานในการเปรียบเทียบกับผลการดำเนินงานในปี 2568

การใช้ไฟฟ้า

ในปี 2568 บริษัทได้สานต่อการรณรงค์ให้พนักงานช่วยกันประหยัดไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง โดยสื่อสารให้พนักงานทราบและปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอผ่านช่องทางต่างๆ เช่น การแจ้งเตือนทางอีเมล การติดประกาศในสำนักงาน เพื่อกระตุ้นให้เกิดความตระหนักรู้และปลูกฝังวัฒนธรรมการใช้พลังงานอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ บริษัทได้ดำเนินการและกำหนดแนวปฏิบัติที่ชัดเจนเพื่อให้พนักงานนำไปปฏิบัติ ได้แก่

  • ปรับเปลี่ยนเครื่องปรับอากาศขนาดใหญ่ภายในบริเวณพื้นที่สำนักงาน จากเครื่องรุ่น YORK Embassy Water-Cooled Packaged เป็นรุ่น Package Water Cooled Inverter Carrier 50BV Series จำนวน 2 เครื่อง โดยเลือกเครื่องที่มีค่า SEER (Seasonal Energy Efficiency Ratio) ซึ่งเป็นค่าที่ใช้วัดประสิทธิภาพการประหยัดพลังงาน เพื่อช่วยลดปริมาณการใช้ไฟฟ้าลงในระยะยาวได้อย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงการทำความสะอาดแผ่นกรองอากาศอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งช่วยให้เครื่องปรับอากาศสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • กำหนดช่วงเวลาการปิดเครื่องปรับอากาศเป็นประจำทุกวัน ตั้งแต่เวลา 12.00 น. – 13.00 น.
  • กำหนดการตั้งอุณหภูมิของเครื่องปรับอากาศที่ 25 องศาเซลเซียส
  • ปิดหน้าจอคอมพิวเตอร์และปิดไฟทุกดวงที่ไม่ได้ใช้งาน
  • ถอดปลั๊กไฟอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ไม่ได้ใช้งานทั้งในและนอกเวลาทำการ
  • การใช้หลอดไฟฟ้าและเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบริเวณสำนักงานที่ได้มาตรฐาน มีฉลากประหยัดไฟ ตลอดจนการตรวจสภาพและซ่อมบำรุงเครื่องใช้ไฟฟ้าให้อยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งานอยู่เสมอ
ปริมาณการใช้ไฟฟ้า (กิโลวัตต์-ชั่วโมง)
2566 2567 2568 เปลี่ยนแปลง (%)
212,576 178,605 152,605 -28.2%

ในปี 2568 ปริมาณการใช้ไฟฟ้าในองค์กรลดลง 59,971 กิโลวัตต์-ชั่วโมง หรือร้อยละ 28.21 เมื่อเทียบกับปี 2566 (ปีฐาน) เนื่องจากการใช้มาตรการประหยัดพลังงานดังกล่าวข้างต้นที่บริษัทดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทำให้บรรลุเป้าหมายการลดปริมาณการใช้ไฟฟ้าที่กำหนดให้ลดลงร้อยละ 3 ภายในระยะเวลา 5 ปี (2567 – 2571) ดังนั้น บริษัทจึงได้กำหนดเป้าหมายระยะถัดไปในการลดการใช้พลังงานไฟฟ้าเพิ่มเติมอีกร้อยละ 5 ภายในระยะเวลา 5 ปี (2567 – 2571) และกำหนดมาตรการอื่นๆ เพิ่มเติมเพื่อให้มีการใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่ามากขึ้น รวมทั้งสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อีกทางหนึ่ง

การใช้น้ำมันเชื้อเพลิง

ในปี 2568 บริษัทมีรถยนต์ส่วนกลางสำหรับให้พนักงานใช้ในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ของบริษัทจำนวน 9 คัน พร้อมทั้งสานต่อการรณรงค์ให้พนักงานวางแผนการเดินทางอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อลดเวลาในการเดินทางและช่วยลดการใช้พลังงานเชื้อเพลิง โดยเน้นส่งเสริมให้ใช้การขนส่งสาธารณะสำหรับการนัดหมายในระยะทางใกล้ เช่น รถไฟฟ้า บริการรถแท็กซี่ ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวช่วยสร้างวัฒนธรรมการเดินทางที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมในหมู่พนักงาน และช่วยลดต้นทุนการดำเนินงาน รวมถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

ปริมาณการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงในปี 2568 (ลิตร)
2566 2567 2568 เปลี่ยนแปลง (%)
16,926 15,935 16,813 -0.67%

ในปี 2568 ปริมาณการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงลดลงเล็กน้อย 113 ลิตร หรือร้อยละ 0.67 เมื่อเทียบกับปี 2566 (ปีฐาน) ในขณะที่ ปริมาณการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงปรับเพิ่มขึ้น 878 ลิตร หรือร้อยละ 5.51 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เป็นผลมาจากการเพิ่มขึ้นของกิจกรรมการดำเนินงานและการเดินทางเพื่อปฏิบัติงานนอกสถานที่ของพนักงาน ทั้งนี้ บริษัทได้ตระหนักถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และยังคงมุ่งมั่นดำเนินมาตรการเพื่อควบคุมและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะยาว

บริษัทได้กำหนดเป้าหมายระยะยาวเพื่อลดปริมาณการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงให้เป็นศูนย์ (0) ภายในระยะเวลา 5 ปี (2567 – 2571) โดยเปลี่ยนรถยนต์ส่วนกลางของบริษัทให้เป็นรถยนต์ไฟฟ้าทั้งหมดจำนวน 9 คัน ภายในปี 2571 เพื่อลดค่าใช้จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิง และส่งเสริมมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร

การใช้น้ำ

บริษัทยังคงรณรงค์ให้พนักงานใช้น้ำประปาอย่างคุ้มค่าและประหยัดอย่างต่อเนื่อง และหมั่นตรวจสภาพอุปกรณ์ให้อยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งาน

ปริมาณการใช้น้ำประปา (ลูกบาศก์เมตร)
2566 2567 2568 เปลี่ยนแปลง (%)
479 570 501 +4.59%

ในปี 2568 ปริมาณการใช้น้ำเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.59 เมื่อเทียบกับปี 2566 (ปีฐาน) ซึ่งเป็นการใช้น้ำภายในองค์กรตามปกติทั่วไป ซึ่งยังไม่บรรลุเป้าหมายการลดปริมาณการใช้น้ำลงร้อยละ 3 ภายในระยะเวลา 5 ปี (2567 – 2571) ดังนั้น บริษัทจึงยังคงเป้าหมายในระยะถัดไปในการลดการใช้น้ำลงร้อยละ 3 ภายในระยะเวลา 5 ปี (2567 – 2571) เช่นเดิม ทั้งนี้ บริษัทจะติดตามดูแลการใช้น้ำภายในองค์กรอย่างต่อเนื่อง ตรวจสอบอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับการใช้น้ำให้อยู่ในสภาพดีอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งรณรงค์ให้พนักงานใช้น้ำอย่างรู้คุณค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด

การใช้กระดาษ

บริษัทได้รณรงค์ให้พนักงานตระหนักถึงความสำคัญของการลดการใช้กระดาษอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยลดปริมาณขยะและลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่จำเป็นต่อการผลิตกระดาษ โดยยังคงเน้นการปรับปรุงกระบวนการทำงานและการใช้เทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนเป้าหมายดังกล่าว ดังนี้

  • การใช้ระบบ e-Factoring เพื่อให้ลูกค้าสามารถยื่นเอกสารในรูปแบบออนไลน์ ลดการใช้เอกสารกระดาษในกระบวนการทำงาน
  • พัฒนาและนำโปรแกรม Salesforce มาใช้เป็นโปรแกรมหลักในการดำเนินธุรกิจของบริษัท ซึ่งช่วยลดการใช้กระดาษจากงานพิมพ์
  • ส่งเสริมการจัดเก็บและแบ่งปันเอกสารในรูปแบบไฟล์ดิจิทัลผ่านระบบคลาวด์หรือแพลตฟอร์มการทำงานออนไลน์
  • สนับสนุนการแก้ไขเอกสารแบบเรียลไทม์ผ่านการแชร์ไฟล์งาน เพื่อลดการพิมพ์เอกสารในกระบวนการทำงานร่วมกัน
  • เปลี่ยนการส่งเอกสารให้เป็นการส่งผ่านอีเมล หรือช่องทางออนไลน์แทนการส่งในรูปแบบกระดาษ
  • รณรงค์ให้พนักงานพิมพ์เอกสารเท่าที่จำเป็นและคุ้มค่า
ปริมาณการใช้กระดาษ (รีม)
2566 2567 2568 เปลี่ยนแปลง (%)
955 890 970 +1.57%

ปี 2568 ปริมาณการใช้กระดาษเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจำนวน 15 รีม หรือร้อยละ 1.57 เมื่อเทียบกับปี 2566 (ปีฐาน) ซึ่งยังไม่บรรลุเป้าหมายการลดปริมาณการใช้กระดาษลงร้อยละ 3 ภายในระยะเวลา 5 ปี (2567-2571) อันเนื่องมาจากการเพิ่มขึ้นของปริมาณเอกสารที่ใช้ในการดำเนินงานตามกิจกรรมขององค์กรที่เพิ่มขึ้น ดังนั้น บริษัทจึงยังคงเป้าหมายในระยะถัดไปในการลดการใช้กระดาษร้อยละ 3 ภายในระยะเวลา 5 ปี (2567-2571) เช่นเดิม อย่างไรก็ตาม บริษัทตระหนักถึงการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และมีแผนส่งเสริมการลดปริมาณการใช้กระดาษ โดยมุ่งเน้นการใช้เอกสารในรูปแบบไฟล์ดิจิทัลมากขึ้น เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

การจัดการขยะ

บริษัทให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการขยะภายในองค์กร โดยได้สื่อสารและรณรงค์ให้พนักงานบริหารจัดการขยะมูลฝอยที่เกิดขึ้นในบริเวณพื้นที่สำนักงานเป็นส่วนใหญ่ อาทิ การคัดแยกขยะ ลดการใช้พลาสติก การใช้วัสดุอุปกรณ์สำนักงานอย่างคุ้มค่า การนำวัสดุที่ใช้แล้วกลับมาใช้ใหม่ เป็นต้น เพื่อให้ขยะภายในองค์กรลดลงให้ได้มากที่สุด

ปริมาณขยะในองค์กร (กิโลกรัม)
2566 2567 2568 เปลี่ยนแปลง (%)
3,892 3,527 4,017 +3.21%

ในปี 2568 ปริมาณขยะภายในองค์กรเพิ่มขึ้น 125 กิโลกรัม หรือร้อยละ 3.21 เมื่อเทียบกับปี 2566 (ปีฐาน) ทั่วไป ซึ่งยังไม่บรรลุเป้าหมายการลดปริมาณขยะลงร้อยละ 3 ภายในระยะเวลา 5 ปี (2567 – 2571) เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของกิจกรรมการดำเนินงานภายในองค์กร และการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ภายในสำนักงาน ดังนั้น บริษัทจึงยังคงเป้าหมายในระยะถัดไปในการลดปริมาณขยะลงร้อยละ 3 ภายในระยะเวลา 5 ปี (2567 – 2571) เช่นเดิม

โครงการ “ธนาคารขยะปันสุข”

ในปี 2568 บริษัทได้จัดกิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคม CSR ภายใต้โครงการ “ธนาคารขยะปันสุข” เพื่อกระตุ้นให้พนักงานมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการขยะที่เกิดขึ้นภายในองค์กร และรณรงค์ให้พนักงานทุกคนช่วยกันคัดแยกขยะ ตามหลัก 3R ได้แก่ การลดการเกิดขยะ (Reduce) นำของเดิมกลับมาใช้ซ้ำ (Reuse) และนำของเสียไปผ่านกระบวนการแปรรูปเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ (Recycle)

บริษัทได้นำขยะที่คัดแยกไว้อย่างเป็นระบบ ส่งต่อไปยังโครงการคัดแยกขยะของอาคารสำนักงานลุมพินีทาวเวอร์ เพื่อนำไปขายต่อให้กับบริษัทผู้ให้บริการด้านการจัดการขยะ เพื่อให้เกิดการจัดการขยะอย่างครบวงจร ทั้งในส่วนของการคัดแยก การจัดเก็บ การขนส่ง และการกำจัดขยะที่ถูกต้องและมีประสิทธิภาพ ซึ่งกระบวนการทั้งหมดนี้จะช่วยลดผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

นอกจากนี้ บริษัทยังได้มีการมอบรางวัลให้กับพนักงานที่เข้าร่วมโครงการ “ธนาคารขยะปันสุข” รวมทั้งส่งเสริมให้ทุกหน่วยงานมีส่วนร่วมในกิจกรรมดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง การจัดทำระบบบันทึกและติดตามปริมาณขยะที่คัดแยกได้ในแต่ละช่วงเวลา เพื่อสร้างการแข่งขันอย่างสร้างสรรค์และกระตุ้นให้พนักงานเกิดความตระหนักรู้ถึงบทบาทของตนเองในการดูแลสิ่งแวดล้อมภายในองค์กร ตลอดจนสร้างความภูมิใจในการเป็นส่วนหนึ่งของการลดปริมาณขยะและช่วยอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้ยั่งยืนต่อไป

โครงการ "ธนาคารขยะปันสุข" ได้สร้างผลลัพธ์เชิงบวกทั้งในด้านสิ่งแวดล้อมและการเสริมสร้างจิตสำนึกให้กับพนักงาน ซึ่งเป็นไปตามเจตนารมณ์ของบริษัทในการดำนธุรกิจควบคู่ไปกับความรับชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

โครงการร่วมปลูกปะการัง อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี

เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2568 บริษัทได้จัดกิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) ภายใต้โครงการ “ร่วมปลูกปะการัง” ณ ค่ายวิทยาศาสตร์ทางทะเล อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี โดยมีพนักงานของบริษัทเข้าร่วมกิจกรรมอย่างพร้อมเพรียงและให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี

ปะการังถือเป็นทรัพยากรทางทะเลที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบนิเวศ เนื่องจากเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยและแหล่งอาหารของสิ่งมีชีวิตทางทะเลหลากหลายชนิด รวมถึงช่วยรักษาสมดุลของระบบนิเวศชายฝั่งและลดความรุนแรงของคลื่นทะเล อย่างไรก็ตาม แนวปะการังในหลายพื้นที่กำลังเผชิญกับความเสื่อมโทรมจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มลภาวะทางทะเล และกิจกรรมของมนุษย์

บริษัทจึงเล็งเห็นถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล ผ่านการสนับสนุนและลงมือปฏิบัติจริง เพื่อช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศและสร้างจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมให้แก่พนักงาน

กิจกรรมในครั้งนี้เกิดจากความร่วมมือร่วมใจกันของผู้บริหารและพนักงานของบริษัท ซึ่งทุกปีบริษัทจะจัดกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงความสำคัญในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม สังคมและชุมชน เพื่อส่งเสริมการดำรงอยู่อย่างยั่งยืนในระยะยาว

ผลการดำเนินงานในการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกในองค์กร

ภายใต้โครงการ Climate Care ที่ริเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2563 โดย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อส่งเสริมให้บริษัทจดทะเบียนและองค์กรอื่นที่สนใจเข้าร่วมเป็นสมาชิกของโครงการดังกล่าวดำเนินธุรกิจตามแนวทางความยั่งยืนที่คำนึงถึงสังคมและสิ่งแวดล้อม รวมถึงการบริหารจัดการลดก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมต่าง ๆ ที่ก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้อุณภูมิโลกสูงขึ้น และกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกมุ่งไปสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions)

ในปี 2568 จากการดำเนินกิจกรรมด้านการอนุรักษ์พลังงานและการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพภายในองค์กร บริษัทสามารถลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมทุกประเภทรวมทั้งสิ้นจำนวน 12.51 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO₂eq) เทียบเท่ากับความสามารถในการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) ของต้นไม้จำนวน 1,317 ต้นต่อปี ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงผลลัพธ์เชิงบวกของการเริ่มดำเนินมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม และความร่วมมือของพนักงานทุกระดับในการขับเคลื่อนองค์กรสู่การดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยมีรายละเอียดของผลการดำเนินงานในแต่ละกิจกรรม ดังนี้

ลดการใช้พลังงานไฟฟ้า

ในปี 2568 บริษัทยังคงมุ่งมั่นในการลดการใช้พลังงานไฟฟ้าภายในองค์กรอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและความคุ้มค่า จึงส่งผลให้สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้พลังงานไฟฟ้าในองค์กรได้ 4.43 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO₂eq) เทียบเท่ากับความสามารถในการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) ของต้นไม้จำนวน 466 ต้นต่อปี ซึ่งความสำเร็จดังกล่าวชี้ให้เห็นถึงแนวทางการบริหารจัดการทรัพยากรที่เป็นระบบ ควบคู่กับการส่งเสริมให้พนักงานตระหนักถึงการใช้พลังงานอย่างรู้คุณค่า และมีส่วนร่วมในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ลดการใช้กระดาษ ภายใต้โครงการ TSD Care the Bear

โครงการ TSD Care the Bear เป็นโครงการที่จัดทำโดย บริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด (TSD) ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการลดการใช้กระดาษในกระบวนการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียน ผ่านการปรับเปลี่ยนขั้นตอนการจัดส่งเอกสารให้แก่ผู้ถือหุ้นในการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี (Annual General Meeting: AGM) จากรูปแบบเอกสารกระดาษเป็นเอกสารในรูปแบบดิจิทัล ซึ่งช่วยลดการใช้ทรัพยากร ลดต้นทุน ลดปริมาณขยะ และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากกระบวนการจัดส่งเอกสารได้อย่างเป็นรูปธรรม

จากการเข้าร่วมโครงการดังกล่าว ในปี 2568 บริษัทสามารถลดปริมาณการใช้กระดาษได้มากถึง 583,176 แผ่น และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้กระดาษได้ 8.08 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO₂eq) เทียบเท่ากับความสามารถในการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) ของต้นไม้จำนวน 850 ต้นต่อปี ซึ่งสะท้อนถึงประสิทธิผลของการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ในการดำเนินงาน ควบคู่กับการส่งเสริมให้ผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้เสียมีส่วนร่วมในการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า

แม้ว่าผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมในปีที่ผ่านมา บริษัทยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในส่วนของการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง การใช้น้ำ และการจัดการขยะ แต่บริษัทยังคงให้ความสำคัญและมุ่งมั่นดำเนินการในเรื่องดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง โดยอยู่ระหว่างการติดตามดูแลการใช้ทรัพยากรให้เกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และวางแผนการบริหารจัดการอย่างเหมาะสม รวมทั้งกำหนดมาตรการเพิ่มเติม เช่น การปรับปรุงแนวทางการใช้พลังงานและทรัพยากรขององค์กร การให้ความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของพนักงาน เป็นต้น